วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจ

ตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจ โดย นาย ณัฐพงศ์ ทวีวิบูลย์ทรัพย์ 5105106012

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ ที่เผยแพร่โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานต่าง ๆ อาทิเช่น กระทรวงพาณิชย์ มีจุดที่เราควรให้ความสนใจดังนี้คือ

ข้อมูลที่มีการเผยแพร่รายเดือน

  • ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เป็นดัชนีที่บอกระดับการผลิตของภาคอุตสาหกรรม เปรียบเทียบกับ การเปลี่ยนแปลงเดือน ต่อเดือน และมีการเปรียบเทียบกับ ข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ของปีฐาน พ.ศ. 2538 ซึ่ง อุตสาหกรรมที่นำมาใช้จัดทำดัชนี ประกอบด้วย อุตสาหกรรมหลัก 45 รายการ เช่น สิ่งทอ ยานยนต์ ปิโตรเลียม เครื่องดื่ม อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร อัญมณี และเครื่องประดับ วัสดุก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์เหล็ก ยาสูบ และอื่นๆ โดยการคิดถ่วงน้ำหนักรวม เท่ากับ 62.4 ของผลผลิตอุตสาหกรรมทั้งหมด ในปี พ.ศ.2538 และถ่วงน้ำหนักของอุตสาหกรรม แต่ละประเภทด้วยสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม ของการผลิตของอุตสาหกรรมนั้น ๆ ต่อมูลค่ารวมตามบัญชีรายได้ประชาชาติ ในปีฐาน เวลาที่เราเปรียบเทียบ เราจะดูว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบเดือนเดียวกัน หรือช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้ กับปีที่แล้ว นอกจากนั้น เราจะดูข้อมูล โดยใช้ Moving Average (ลืมกันหรือยัง ก็คล้าย ๆ กับการหาค่าเฉลี่ยนั่นแหละ) เปรียบเทียบว่าตลอด 12 เดือนมีอัตราการเพิ่มขึ้นเท่าไร

ประเด็นสำคัญคือ จะต้องดูว่า การขยายตัวในด้านการผลิต ในภาคอุตสาหกรรมนั้น เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนหรือไม่

  • อัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (CAPACITY UTILIZATION RATE)อข้อมูลตรงนี้ จะบอกเป็นร้อยละ ของการผลิตที่เกิดขึ้นจริง ในการผลิตสูงสุดเต็มศักยภาพ หรือเต็มกำลังผลิต ซึ่งตรงนี้ บอกเราว่า การผลิตที่เพิ่มขึ้น ในดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมนั้น มีการใช้กำลังการผลิต เพิ่มขึ้น หรือไม่ หรือว่าการผลิตที่เพิ่มขึ้น เป็นการผลิตเพื่อทดแทน สินค้าสต็อคเก่าที่หมดไป หรือผลิตเพื่อการบริโภค และการส่งออก เป็นสำคัญกันแน่ ซึ่งต้องดูข้อมูลอื่นประกอบ อัตราการใช้กำลังผลิต จะมีการแบ่งแยกเป็นอุตสาหกรรม แต่ละประเภทเหมือนกัน ซึ่งอัตราการใช้กำลังผลิตโดยรวม ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าร้อยละ 100 แต่อาจมีอุตสาหกรรม บางประเภท ที่สูงกว่าร้อยละ 100 ได้ ซึ่งตัวเลขที่ต่ำกว่าร้อยละ 100 หมายถึงว่า อุตสาหกรรมประเภทนั้น ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งเป็นไปได้ว่า ความต้องการ สินค้าชนิดนั้น ลดลง หรือลดกำลังผลิตลง เพราะขาดปัจจัยการผลิต หรือมีการเพิ่ม การลงทุนกำลังการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ถ้าอัตราการใช้กำลังผลิต สูงกว่าร้อยละ 80 แสดงว่า ต้องมีความระมัดระวัง ที่อาจจะผลิตสินค้า เพื่อการบริโภคอุปโภค ไม่ทันกับ ความต้องการ ซึ่งควรที่จะมีการลงทุนเพิ่มเติม ในขณะที่ตัวเลขที่สูงกว่าร้อยละ 100 อาจหมายถึง การเร่งผลิตในระยะสั้น โดยที่ไม่ได้มีการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต
  • เครื่องชี้ทางด้านรายได้รวม ที่สำคัญได้แก่ รายได้ประชาชาติ หมายถึงผลตอบแทนรวมของ ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง (ค่าจ้าง ค่าเช่า ดอกเบี้ย กำไรของนิติบุคคล รายได้จากองค์กร ที่มิใช่นิติบุคคล รายได้ของรัฐบาลจากทรัพย์สิน และการจัดการ และเงินโอนจากนิติบุคคลให้รัฐ ครัวเรือน และสถาบันที่มิได้แสวงหากำไร หักด้วย ดอกเบี้ยสาธารณะ และดอกเบี้ยหนี้บริโภคของครัวเรือน
  • เครื่องชี้ทางด้านรายจ่ายรวม ที่เรารู้จักดี คือ มูลค่า GDP. เป็นรายจ่ายเพื่อการอุปโภค บริโภค รายจ่ายเพื่อการลงทุน รายจ่ายของภาครัฐ รายได้สุทธิจากการส่งออก (รายได้จากส่งออก ลบด้วย รายจ่ายเพื่อนำสินค้าเข้า) ซึ่งเราดูรายละเอียด รายจ่ายได้จาก ดัชนีการบริโภคอุปโภคภาคเอกชน ที่จัดทำโดย ธ.แห่งประเทศไทย ซึ่งปีฐานคือ ปี พ.ศ.2538 กำหนดให้เป็น 100 ส่วนด้านการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายเพื่อการลงทุน เราก็ดูได้จาก ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ซึ่ง ธ.แห่งประเทศไทย จะรวบรวม ข้อมูลจากทั้ง กระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ข้อมูลการจดทะเบียนของ กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น
  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (ส่วนนี้เป็นของกระทรวงพาณิชย์) ตัวเลขตัวนี้ ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะจะต้องดัชนี ที่สะท้อนให้เห็นถึงอัตราเงินเฟ้อ (ราคาสินค้าที่สูงขึ้น) โดยจะทำการเปรียบเทียบ ความเปลี่ยนแปลงของราคาขายปลีก ของสินค้า และบริการ ที่เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น หรือประชาชน ใช้บริโภค อุปโภค เป็นประจำ ในงวดเวลาใด เวลาหนึ่ง เป็นจำนวนคงที่ โดยเปรียบเทียบกับงวดเวลาฐาน ซึ่งปกติจะใช้การเปรียบเทียบ ราคาสินค้า และบริการในตะกร้าที่เลือกขึ้นมา และทำการถ่วงน้ำหนัก จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจ และสังคม ของประชาชนในเขตเมือง ในปี พ.ศ.2537 ในปัจจุบัน มีการจัดทำดัชนี ทั้งแบบภาพรวมทั้งประเทศ ดัชนีราคาผู้บริโภคเขตชนบท ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ของภูมิภาคต่าง ๆ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉพาะกรุงเทพมหานคร และทำแยกเป็นรายเดือน และรายปี ส่วนใหญ่แล้ว เราจะดูว่าภาวะค่าครองชีพ ของผู้บริโภค สูง หรือ ต่ำกว่า งวดเวลาก่อนหน้านั้น และดูรายละเอียดว่า สูงขึ้นเพราะดัชนีสินค้าประเภทอะไร ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค อาจมีการผันผวนบ้าง ทั้งนี้เพราะสินค้าพวกอาหารสด ซึ่งผันผวนตามสภาพอากาศ และราคาหมวดพลังงาน ซึ่งราคาน้ำมัน มี่ราคาผันผวน ตามตลาดโลก มีการถ่วงน้ำหนักรวมถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคผันผวนได้ง่าย ซึ่งหากไม่รวมสินค้าอาหารสด และพลังงานออกไป เราเรียกว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน
  • บัญชีดุลการชำระเงิน ในส่วนนี้ เราแบ่งแยกเป็น 3 บัญชีย่อยคือ
  1. บัญชีเดินสะพัด (Current Account) บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ รายการการค้า การแลกเปลี่ยน สินค้า และบริการ เฉพาะในส่วนที่เป็นผลิตภัณฑ์ เท่านั้น ไม่มีรายการ การเคลื่อนย้าย ทรัพย์สินทางการเงิน และเงินทุน ซึ่งแบ่งย่อยเป็น

ดุลการค้า คือมูลค่าของสินค้าส่งออก ลบด้วย มูลค่าของสินค้านำเข้า ถ้าเราได้เปรียบคือ มีมูลค่าของสินค้าที่เราส่งออกมากกว่า เราเรียกว่า ดุลการค้าเกินดุล แต่ถ้ามูลค่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มีมูลค่าสูงกว่า เรียกว่า ดุลการค้าขาดดุล

ดุลบริการ คือ รายได้จากการให้บริการ แก่ต่างประเทศ ลบด้วย รายจ่าย ที่จ่ายให้กับต่างชาติ ซึ่งการบริการระหว่างประเทศนี้ ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าท่องเที่ยว ค่าลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตรต่าง ๆ ตลอดจนค่าบริการสื่อสาร และโทรคมนาคม

รายได้ คือ รายรับที่ผู้มีถิ่นฐานในประเทศ ได้รับจากต่างประเทศ หักออกด้วย ส่วนที่จ่ายให้กับผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของ ค่าจ้าง รายได้จากการถือครอง ทรัพย์สินทางการเงิน การลงทุนในหลักทรัพย์ และการลงทุนทางตรง

เงินโอน และเงินบริจาค คือ เงินโอน และเงินบริจาค ที่ต่างชาติ โอนให้ผู้มีถิ่นฐานในประเทศ หักด้วย ส่วนที่ผู้มีถิ่นพำนักในประเทศ โอน หรือบริจาคให้ต่างประเทศ

ในการดูว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด ของเราเป็นอย่างไร จะนำบัญชีดังกล่าวข้างต้น มารวมกัน ถ้าในขณะนั้น ยอดเป็นบวก จะเรียกว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล กล่าวคือมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น จะมีเงินตราต่างประเทศ ไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่ง จะถูกแลกเป็นเงินไทย ทำให้เรามีเงินทุนสำรอง เป็นเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้น และบ่งถึงการไม่จำเป็นต้องกู้เงินต่างชาติ มาใช้ลงทุนในประเทศ ในขณะที่ถ้าขณะนั้นยอดเป็นลบ จะเรียกว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ทำให้ในขณะนั้น มีการใช้จ่ายเงินตราต่างประเทศ ออกไปมาก ทำให้มีการนำเงินบาท ออกมาขายคืนเป็น เงินตราต่างประเทศ ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง โดยเปรียบเทียบ ในขณะเงินทุนสำรองลดลง ทำให้ต้องหาเงินตราต่างประเทศ มาใช้ชำระส่วนที่ขาด ซึ่งก็คือต้องกู้มาจากต่างชาตินั่นเอง

  1. บัญชีทุน หรือบัญชีเงินทุน แบ่งเป็นส่วนที่เป็น บัญชีทุน และบัญชีการเงิน ซึ่ง บัญชีทุน เป็นรายรับ และรายจ่าย ที่เกิดจากการทำธุรกรรม โอนย้ายเงินทุน หรือสินทรัพย์ทางการเงิน ทั้งที่เป็นตัวเงิน และมิได้เป็นตัวเงิน เช่น เงินทุนให้เปล่าในรูปสินค้าทุน การซื้อขายทรัพย์สิน ที่ไม่ก่อให้เกิดการผลิต หรือไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงิน เช่น ที่ดิน สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ส่วนบัญชีการเงิน เป็นบัญชี รายรับ และรายจ่าย ที่เกิดจากธุรกรรมการลงทุนทางตรง จากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เพื่อให้มีส่วนร่วมในการบริหารกิจการ และการลงทุนทางอ้อมจากต่างประเทศ (Portfolio Investment) ได้แก่การลงทุนในหลักทรัพย์ และการลงทุนอื่น ๆ เช่น เงินกู้ สินเชื่อการค้า เงินฝาก พันธบัตร นอกจากนี้ยังมีแบ่งเป็น เงินกู้จากต่างประเทศระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) และระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) ถ้าเงินเข้าประเทศ จะเป็นบวก แต่ถ้าเราจ่ายออกไป จะเป็นลบ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะความน่าลงทุนของประเทศไทยได้
  2. บัญชีสินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ เป็นบัญชี ที่รัฐบาลตั้งเป็นกองทุน (Funds) ซึ่งประกอบด้วย เงินฝาก และเงินสกุลอื่น ๆ เพื่อใช้ในการสร้างสมดุล ในบัญชีดุลการชำระเงิน บัญชีนี้เป็นบัญชีกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะมีค่าสูงมาก ถ้ารัฐบาลเข้ามา แทรกแซงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เช่นถ้ามีเงินตราต่างประเทศเข้ามาก เกินกว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ถ้ารัฐไม่ต้องการให้ เงินตราต่างประเทศไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากนัก รัฐก็อาจแลกเปลี่ยนพันธบัตรรัฐบาล กับเงินตราต่างประเทศจำนวนนั้น โดยจัดเป็นมูลค่ารายรับของบัญชีทางการ เงินตราต่างประเทศนี้ ถือเป็นการเพิ่มขึ้น ของทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยปกติแล้ว BP=CA+KA+OR ถ้ารัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซง OR (Official Reserve) จะเท่ากับไม่มี ดังนั้น ดุลการชำระเงินจะเท่ากับศูนย์ได้ CA ต้องเท่ากับ KA พอดี แต่บางครั้ง BP ก็ไม่เป็นศูนย์ ทำให้ CA ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ KA ในกรณีที่รายรับสุทธิในบัญชีทุน มีมูลค่าสูงกว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เรียกว่า การเกินดุลการชำระเงิน (Balance of Payment Surplus) ส่วนกรณีที่รายรับสุทธิ ในบัญชีทุนไม่เพียงพอ สำหรับการชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เราเรียกว่า การขาดดุลการชำระเงิน (Balance of Payment Deficits)

คำถามท้ายบท

1.อัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (CAPACITY UTILIZATION RATE)คืออะไร

2.ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม คืออะไร

3.บัญชีดุลการชำระเงิน ในส่วนนี้ เราแบ่งเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น