วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจ

ตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจ โดย นาย ณัฐพงศ์ ทวีวิบูลย์ทรัพย์ 5105106012

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ ที่เผยแพร่โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานต่าง ๆ อาทิเช่น กระทรวงพาณิชย์ มีจุดที่เราควรให้ความสนใจดังนี้คือ

ข้อมูลที่มีการเผยแพร่รายเดือน

  • ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เป็นดัชนีที่บอกระดับการผลิตของภาคอุตสาหกรรม เปรียบเทียบกับ การเปลี่ยนแปลงเดือน ต่อเดือน และมีการเปรียบเทียบกับ ข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ของปีฐาน พ.ศ. 2538 ซึ่ง อุตสาหกรรมที่นำมาใช้จัดทำดัชนี ประกอบด้วย อุตสาหกรรมหลัก 45 รายการ เช่น สิ่งทอ ยานยนต์ ปิโตรเลียม เครื่องดื่ม อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร อัญมณี และเครื่องประดับ วัสดุก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์เหล็ก ยาสูบ และอื่นๆ โดยการคิดถ่วงน้ำหนักรวม เท่ากับ 62.4 ของผลผลิตอุตสาหกรรมทั้งหมด ในปี พ.ศ.2538 และถ่วงน้ำหนักของอุตสาหกรรม แต่ละประเภทด้วยสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม ของการผลิตของอุตสาหกรรมนั้น ๆ ต่อมูลค่ารวมตามบัญชีรายได้ประชาชาติ ในปีฐาน เวลาที่เราเปรียบเทียบ เราจะดูว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบเดือนเดียวกัน หรือช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้ กับปีที่แล้ว นอกจากนั้น เราจะดูข้อมูล โดยใช้ Moving Average (ลืมกันหรือยัง ก็คล้าย ๆ กับการหาค่าเฉลี่ยนั่นแหละ) เปรียบเทียบว่าตลอด 12 เดือนมีอัตราการเพิ่มขึ้นเท่าไร

ประเด็นสำคัญคือ จะต้องดูว่า การขยายตัวในด้านการผลิต ในภาคอุตสาหกรรมนั้น เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนหรือไม่

  • อัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (CAPACITY UTILIZATION RATE)อข้อมูลตรงนี้ จะบอกเป็นร้อยละ ของการผลิตที่เกิดขึ้นจริง ในการผลิตสูงสุดเต็มศักยภาพ หรือเต็มกำลังผลิต ซึ่งตรงนี้ บอกเราว่า การผลิตที่เพิ่มขึ้น ในดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมนั้น มีการใช้กำลังการผลิต เพิ่มขึ้น หรือไม่ หรือว่าการผลิตที่เพิ่มขึ้น เป็นการผลิตเพื่อทดแทน สินค้าสต็อคเก่าที่หมดไป หรือผลิตเพื่อการบริโภค และการส่งออก เป็นสำคัญกันแน่ ซึ่งต้องดูข้อมูลอื่นประกอบ อัตราการใช้กำลังผลิต จะมีการแบ่งแยกเป็นอุตสาหกรรม แต่ละประเภทเหมือนกัน ซึ่งอัตราการใช้กำลังผลิตโดยรวม ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าร้อยละ 100 แต่อาจมีอุตสาหกรรม บางประเภท ที่สูงกว่าร้อยละ 100 ได้ ซึ่งตัวเลขที่ต่ำกว่าร้อยละ 100 หมายถึงว่า อุตสาหกรรมประเภทนั้น ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งเป็นไปได้ว่า ความต้องการ สินค้าชนิดนั้น ลดลง หรือลดกำลังผลิตลง เพราะขาดปัจจัยการผลิต หรือมีการเพิ่ม การลงทุนกำลังการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ถ้าอัตราการใช้กำลังผลิต สูงกว่าร้อยละ 80 แสดงว่า ต้องมีความระมัดระวัง ที่อาจจะผลิตสินค้า เพื่อการบริโภคอุปโภค ไม่ทันกับ ความต้องการ ซึ่งควรที่จะมีการลงทุนเพิ่มเติม ในขณะที่ตัวเลขที่สูงกว่าร้อยละ 100 อาจหมายถึง การเร่งผลิตในระยะสั้น โดยที่ไม่ได้มีการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต
  • เครื่องชี้ทางด้านรายได้รวม ที่สำคัญได้แก่ รายได้ประชาชาติ หมายถึงผลตอบแทนรวมของ ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง (ค่าจ้าง ค่าเช่า ดอกเบี้ย กำไรของนิติบุคคล รายได้จากองค์กร ที่มิใช่นิติบุคคล รายได้ของรัฐบาลจากทรัพย์สิน และการจัดการ และเงินโอนจากนิติบุคคลให้รัฐ ครัวเรือน และสถาบันที่มิได้แสวงหากำไร หักด้วย ดอกเบี้ยสาธารณะ และดอกเบี้ยหนี้บริโภคของครัวเรือน
  • เครื่องชี้ทางด้านรายจ่ายรวม ที่เรารู้จักดี คือ มูลค่า GDP. เป็นรายจ่ายเพื่อการอุปโภค บริโภค รายจ่ายเพื่อการลงทุน รายจ่ายของภาครัฐ รายได้สุทธิจากการส่งออก (รายได้จากส่งออก ลบด้วย รายจ่ายเพื่อนำสินค้าเข้า) ซึ่งเราดูรายละเอียด รายจ่ายได้จาก ดัชนีการบริโภคอุปโภคภาคเอกชน ที่จัดทำโดย ธ.แห่งประเทศไทย ซึ่งปีฐานคือ ปี พ.ศ.2538 กำหนดให้เป็น 100 ส่วนด้านการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายเพื่อการลงทุน เราก็ดูได้จาก ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ซึ่ง ธ.แห่งประเทศไทย จะรวบรวม ข้อมูลจากทั้ง กระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ข้อมูลการจดทะเบียนของ กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น
  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (ส่วนนี้เป็นของกระทรวงพาณิชย์) ตัวเลขตัวนี้ ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะจะต้องดัชนี ที่สะท้อนให้เห็นถึงอัตราเงินเฟ้อ (ราคาสินค้าที่สูงขึ้น) โดยจะทำการเปรียบเทียบ ความเปลี่ยนแปลงของราคาขายปลีก ของสินค้า และบริการ ที่เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น หรือประชาชน ใช้บริโภค อุปโภค เป็นประจำ ในงวดเวลาใด เวลาหนึ่ง เป็นจำนวนคงที่ โดยเปรียบเทียบกับงวดเวลาฐาน ซึ่งปกติจะใช้การเปรียบเทียบ ราคาสินค้า และบริการในตะกร้าที่เลือกขึ้นมา และทำการถ่วงน้ำหนัก จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจ และสังคม ของประชาชนในเขตเมือง ในปี พ.ศ.2537 ในปัจจุบัน มีการจัดทำดัชนี ทั้งแบบภาพรวมทั้งประเทศ ดัชนีราคาผู้บริโภคเขตชนบท ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ของภูมิภาคต่าง ๆ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉพาะกรุงเทพมหานคร และทำแยกเป็นรายเดือน และรายปี ส่วนใหญ่แล้ว เราจะดูว่าภาวะค่าครองชีพ ของผู้บริโภค สูง หรือ ต่ำกว่า งวดเวลาก่อนหน้านั้น และดูรายละเอียดว่า สูงขึ้นเพราะดัชนีสินค้าประเภทอะไร ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค อาจมีการผันผวนบ้าง ทั้งนี้เพราะสินค้าพวกอาหารสด ซึ่งผันผวนตามสภาพอากาศ และราคาหมวดพลังงาน ซึ่งราคาน้ำมัน มี่ราคาผันผวน ตามตลาดโลก มีการถ่วงน้ำหนักรวมถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคผันผวนได้ง่าย ซึ่งหากไม่รวมสินค้าอาหารสด และพลังงานออกไป เราเรียกว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน
  • บัญชีดุลการชำระเงิน ในส่วนนี้ เราแบ่งแยกเป็น 3 บัญชีย่อยคือ
  1. บัญชีเดินสะพัด (Current Account) บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ รายการการค้า การแลกเปลี่ยน สินค้า และบริการ เฉพาะในส่วนที่เป็นผลิตภัณฑ์ เท่านั้น ไม่มีรายการ การเคลื่อนย้าย ทรัพย์สินทางการเงิน และเงินทุน ซึ่งแบ่งย่อยเป็น

ดุลการค้า คือมูลค่าของสินค้าส่งออก ลบด้วย มูลค่าของสินค้านำเข้า ถ้าเราได้เปรียบคือ มีมูลค่าของสินค้าที่เราส่งออกมากกว่า เราเรียกว่า ดุลการค้าเกินดุล แต่ถ้ามูลค่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มีมูลค่าสูงกว่า เรียกว่า ดุลการค้าขาดดุล

ดุลบริการ คือ รายได้จากการให้บริการ แก่ต่างประเทศ ลบด้วย รายจ่าย ที่จ่ายให้กับต่างชาติ ซึ่งการบริการระหว่างประเทศนี้ ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าท่องเที่ยว ค่าลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตรต่าง ๆ ตลอดจนค่าบริการสื่อสาร และโทรคมนาคม

รายได้ คือ รายรับที่ผู้มีถิ่นฐานในประเทศ ได้รับจากต่างประเทศ หักออกด้วย ส่วนที่จ่ายให้กับผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของ ค่าจ้าง รายได้จากการถือครอง ทรัพย์สินทางการเงิน การลงทุนในหลักทรัพย์ และการลงทุนทางตรง

เงินโอน และเงินบริจาค คือ เงินโอน และเงินบริจาค ที่ต่างชาติ โอนให้ผู้มีถิ่นฐานในประเทศ หักด้วย ส่วนที่ผู้มีถิ่นพำนักในประเทศ โอน หรือบริจาคให้ต่างประเทศ

ในการดูว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด ของเราเป็นอย่างไร จะนำบัญชีดังกล่าวข้างต้น มารวมกัน ถ้าในขณะนั้น ยอดเป็นบวก จะเรียกว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล กล่าวคือมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น จะมีเงินตราต่างประเทศ ไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่ง จะถูกแลกเป็นเงินไทย ทำให้เรามีเงินทุนสำรอง เป็นเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้น และบ่งถึงการไม่จำเป็นต้องกู้เงินต่างชาติ มาใช้ลงทุนในประเทศ ในขณะที่ถ้าขณะนั้นยอดเป็นลบ จะเรียกว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ทำให้ในขณะนั้น มีการใช้จ่ายเงินตราต่างประเทศ ออกไปมาก ทำให้มีการนำเงินบาท ออกมาขายคืนเป็น เงินตราต่างประเทศ ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง โดยเปรียบเทียบ ในขณะเงินทุนสำรองลดลง ทำให้ต้องหาเงินตราต่างประเทศ มาใช้ชำระส่วนที่ขาด ซึ่งก็คือต้องกู้มาจากต่างชาตินั่นเอง

  1. บัญชีทุน หรือบัญชีเงินทุน แบ่งเป็นส่วนที่เป็น บัญชีทุน และบัญชีการเงิน ซึ่ง บัญชีทุน เป็นรายรับ และรายจ่าย ที่เกิดจากการทำธุรกรรม โอนย้ายเงินทุน หรือสินทรัพย์ทางการเงิน ทั้งที่เป็นตัวเงิน และมิได้เป็นตัวเงิน เช่น เงินทุนให้เปล่าในรูปสินค้าทุน การซื้อขายทรัพย์สิน ที่ไม่ก่อให้เกิดการผลิต หรือไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงิน เช่น ที่ดิน สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ส่วนบัญชีการเงิน เป็นบัญชี รายรับ และรายจ่าย ที่เกิดจากธุรกรรมการลงทุนทางตรง จากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เพื่อให้มีส่วนร่วมในการบริหารกิจการ และการลงทุนทางอ้อมจากต่างประเทศ (Portfolio Investment) ได้แก่การลงทุนในหลักทรัพย์ และการลงทุนอื่น ๆ เช่น เงินกู้ สินเชื่อการค้า เงินฝาก พันธบัตร นอกจากนี้ยังมีแบ่งเป็น เงินกู้จากต่างประเทศระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) และระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) ถ้าเงินเข้าประเทศ จะเป็นบวก แต่ถ้าเราจ่ายออกไป จะเป็นลบ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะความน่าลงทุนของประเทศไทยได้
  2. บัญชีสินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ เป็นบัญชี ที่รัฐบาลตั้งเป็นกองทุน (Funds) ซึ่งประกอบด้วย เงินฝาก และเงินสกุลอื่น ๆ เพื่อใช้ในการสร้างสมดุล ในบัญชีดุลการชำระเงิน บัญชีนี้เป็นบัญชีกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะมีค่าสูงมาก ถ้ารัฐบาลเข้ามา แทรกแซงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เช่นถ้ามีเงินตราต่างประเทศเข้ามาก เกินกว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ถ้ารัฐไม่ต้องการให้ เงินตราต่างประเทศไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากนัก รัฐก็อาจแลกเปลี่ยนพันธบัตรรัฐบาล กับเงินตราต่างประเทศจำนวนนั้น โดยจัดเป็นมูลค่ารายรับของบัญชีทางการ เงินตราต่างประเทศนี้ ถือเป็นการเพิ่มขึ้น ของทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยปกติแล้ว BP=CA+KA+OR ถ้ารัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซง OR (Official Reserve) จะเท่ากับไม่มี ดังนั้น ดุลการชำระเงินจะเท่ากับศูนย์ได้ CA ต้องเท่ากับ KA พอดี แต่บางครั้ง BP ก็ไม่เป็นศูนย์ ทำให้ CA ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ KA ในกรณีที่รายรับสุทธิในบัญชีทุน มีมูลค่าสูงกว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เรียกว่า การเกินดุลการชำระเงิน (Balance of Payment Surplus) ส่วนกรณีที่รายรับสุทธิ ในบัญชีทุนไม่เพียงพอ สำหรับการชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เราเรียกว่า การขาดดุลการชำระเงิน (Balance of Payment Deficits)

คำถามท้ายบท

1.อัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (CAPACITY UTILIZATION RATE)คืออะไร

2.ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม คืออะไร

3.บัญชีดุลการชำระเงิน ในส่วนนี้ เราแบ่งเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

คลังประมาณการรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 54 กว่า 1.6 ล้านล้านบาท

จัดทำบทความโดย นาย ปณิธิ กสิบาล 5105106004 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์การเงิน

กรุงเทพฯ 26 ม.ค. - นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ประมาณการรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2554 จำนวน 1,650,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ทั้งนี้ เป็นรายได้จากกรมสรรพากร 1,305,600 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 387,100 ล้านบาท กรมศุลกากร 88,400 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 84,400 ล้านบาท หน่วยงานอื่น 93,000 ล้านบาท และการหักคืนภาษีของกรมสรรพากรและการจัดสรรรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 308,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การประมาณการรายได้ปีงบประมาณ 2554 ดังกล่าวมาจากฐานการคาดการณ์รายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2553 ซึ่งคาดว่าจะจัดเก็บได้ 1,522,000 ล้านบาท โดยเป็นรายได้ของกรมสรรพากร 1,189,550 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 366,600 ล้านบาท กรมศุลกากร 83,600 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 83,300 ล้านบาท หน่วยงานอื่น 87,850 ล้านบาท และการหักคืนภาษีของกรมสรรพากรและการจัดสรรรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 288,900 ล้านบาท ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ (1,350,000 ล้านบาท) จำนวน 172,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.7 ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศ และการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตภาษีน้ำมัน ภาษีสุราและเบียร์ และภาษียาสูบ เมื่อเดือน พ.ค. 2552 ที่ผ่านมา
สำหรับการประมาณการรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2554 จำนวน 1,650,000 ล้านบาท สูงกว่าคาดการณ์รายได้ปีงบประมาณ 2553 จำนวน 128,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.4 และสูงกว่าประมาณการปีงบประมาณ 2553 จำนวน 300,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.2 โดยประมาณการดังกล่าว อยู่ภายใต้ข้อสมมติฐานว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 4.0 และอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 2.5.- สำนักข่าวไทย

คำถาม
1. ใครคือปลัดกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน
2. การประมาณการรายได้ปีงบประมาณ 2554 มาจากฐานการคาดการณ์รายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2553
อยากทราบว่าเป็นรายได้ที่ได้จากหน่วยงานใดมากที่สุด
3. และเป็นรายได้ที่ได้จากหน่วยงสานใดน้อยที่สุด

สื่อผู้ดีเผยยอดหนี้แมนฯยูพุ่ง4หมื่นลบ.

จัดทำบทความโดย นาย ปณิธิ กสิบาล 5105106004 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์การเงิน

สื่ออังกฤษ เปิดบัญชีล่าสุด ของ แมนยู ยอดตัวเลขหนี้ พุ่งสูง เกือบแตะ 4 หมื่นล้านบาท และคาดเป็นต้นเหตุแท้จริง ที่ทำให้ทีมไม่สามารถซื้อนักเตะใหม่ในเดือนนี้
สื่ออังกฤษ เปิดเผย ว่าบริษัท เร้ด ฟุตบอล จอยท์ เวนเจอร์ ซึ่งตระกูลเกลเซอร์ เจ้าของทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ครอบครอง กำลังอยู่ในสภาวะขาดทุนอย่างหนัก โดยมีตัวเลขสรุปยอดหนี้ ถึงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว อยู่ที่ 716.5 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท เป็นหนี้ที่เพิ่มขึ้น 699 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาท จากปีที่แล้วสำหรับยอดหนี้ที่เกิดขึ้น มีรายงานแจ้งว่า หนึ่งในสามมาจากกู้ยืม ที่คิดดอกเบี้ยแพง ถึงร้อยละ 14.25 และจากยอดหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น หลายเท่าตัวตอนนี้ ทำให้แฟนบอลถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เริ่มแสดงความเป็นห่วงถึงอนาคตของทีม เพราะอาจไม่มีเงินในการซื้อนักเตะใหม่เข้ามาเสริม ส่วนวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น เกลเซอร์ เผยแผนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าจะเปิดหากองทุน 500 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 27,500 ล้านบาท เพื่อมาโปะใช้หนี้ให้ลดน้อยลงก่อน

คำถาม
1. ทีมใดในข่าวนี้ที่มีภาระหนี้สินอยู่
2. ทีมจากข้อ 1 มีหนี้สินอยู่เท่าไร
3. กองทุนที่ตระกูลเกลเซอร์จะหามีมูลค่าเท่าไร

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ความผิดพลาดที่สำคัญ 9 ประการของนักลงทุน

จัดทำบทความโดย นาย ทศสุวรรณ พลาฤทธิ์ เลขประจำตัว 5105106009


1. ลงทุนด้วยจำนวนเงินที่มากเกินกว่าที่คุณจะสูญเสียได้ หนึ่ง ในอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของการลงทุนให้ประสบความสำเร็จคือการลงทุนด้วยเงินก้อน ใหญ่ที่คุณไม่สามารถจะเสียไปได้ เช่น จำนวนเงินที่คุณจะต้องใช้ผ่อนค่างวด หรือค่าเทอมลูก ในกรณีเช่นนี้ เราเรียกว่า การลงทุนด้วยเงินร้อน (Trading with scared money) และในท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อในส่วนลึกของจิตใจ นักลงทุนเหล่านั้นรู้ว่าพวกเขากำลังเสี่ยงด้วยเงินที่เปรียบเสมือนเงินที่ ยืมมา พวกเขาจะลงทุนด้วยอารมณ์และความกลัว โดยปราศจากเหตุผล ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เราแนะนำให้คุณหยุดการลงทุน จนกระทั่งคุณสามารถลงทุนด้วยจำนวนเงินที่คุณสามารถจะเสียได้โดยไม่ก่อให้ เกิดความเดือดร้อนทางการเงิน คุณอาจจะเริ่มต้นด้วยจำนวนก้อนที่ไม่ใหญ่จนเกินไป เช่น 50,000 บาท และลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า 10 บาท
2. ความต้องการความแน่นอน เรา ทุกคนต้องมั่นใจว่าการลงทุนจะคุ้มค่า ดังนั้นเราจึงควรมองหาสัญญาณที่จะยืนยันจุดที่ควรเข้าลงทุน สัญญาณที่กล่าวถึงนี้มีหลายรูปแบบ เช่น การเปิดช่องยูบีซี หรือ อ่านหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับตลาดทุน เพื่อทราบถึงข่าวสารว่าหลักทรัพย์ใดอยู่ในช่วงที่น่าลงทุน หรือหลักทรัพย์ใดที่ควรรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อแน่ใจว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนบางคนอาจรับฟังข่าวสารจากเพื่อน ครอบครัว หรือเจ้าหน้าที่การตลาด (โบรกเกอร์) บางคนอาจรอจังหวะที่ดัชนีชี้นำทางเทคนิคทั้งหลายแสดงสัญญาณที่ดีจึงเข้าซื้อ สิ่ง เหล่านี้สามารถเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง แต่ข้อผิดพลาดที่สำคัญและควรระวังมาก ก็คือ การใช้เวลามากเกินไปจนคุณปล่อยให้ราคาสูงขึ้นโดยที่คุณยังไม่ได้ซื้อ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเมื่อราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนที่จะเข้าซื้อหุ้นนั้นมีน้อยลง ทำให้แรงซื้อน้อยลง ส่งผลให้ราคาปรับตัวลงจนกว่าจะมีแรงซื้อเข้ามาใหม่ ซึ่งก็เปรียบได้กับเกมเก้าอี้ดนตรี คนที่ช้าที่สุดก็จะไม่มีเก้าอี้เหลือให้นั่ง นักลงทุนที่รอแล้วรออีก เพื่อให้มั่นใจมากๆ จริงๆแล้วก็คือคนที่จะซื้อที่จุดสูงสุดก่อนที่ราคาหุ้นจะตกลง แล้วก็จะโทษว่าเป็นเพราะเลือกหุ้นผิดตัว ความจริงคือข้อผิดพลาดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกหุ้น แต่เกี่ยวกับจังหวะของการลงทุน สิ่งที่ควรจำใส่ใจคือไม่มีความแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ในการลงทุนครั้งใดๆก็ตาม สิ่งที่จะทำได้ก็คือศึกษาถึงความเสี่ยงประกอบกับความเชื่อมั่น
3. ใช้กำไรก่อนที่จะทำกำไรได้ ไม่ มีอะไรที่น่าตื่นเต้นไปกว่าการลงทุนที่ให้กำไรที่งดงาม แต่สิ่งนี้ก็เป็นปัญหาได้เช่นกัน เพราะมันให้คุณฝันหวานถึงกำไรก้อนใหญ่ คุณอาจจะบอกว่า “ว้าว! เงินลงทุนฉันเพิ่มขึ้น 15% ใน 2 วัน แล้วจะเพิ่มเป็น 50 % ใน 2 สัปดาห์และ อาจจะกลายเป็นเท่าตัวในพริบตา!” สิ่งต่อไปที่จะเกิดขึ้นคือ คุณอาจคิดถึงรถใหม่คันหรูที่คุณคิดจะซื้อ หรืออาจจะบอกเจ้านายคุณว่าเขาก็ทำแบบเดียวกันได้ ถึงตอนนี้คุณคงนึกภาพออก ปัญหา ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อคุณยึดติดกับความใฝ่ฝันนั้น และไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะถอยออกมาเมื่อตลาดเข้าสู่ภาวะที่ไม่ดี และทำให้กำไรลดลง เพราะคุณถึงแต่ผลกำไรที่จะได้รับโดยไม่ยอมรับสถานการณ์จริง วิธีแก้ไข ง่ายๆก็คือ ต้องรู้ว่าจะขายทำกำไรเมื่อไหร่และอย่างไร เมื่อลงทุน และต้องจำไว้ว่าตลาดจะขึ้นสูงเท่าที่มันจะขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าจะขึ้นสูงเท่าที่คุณคิดว่ามันจะขึ้นได้
4. การแสดงความคิดเห็น เรา กำลังจะบอกคุณว่าตลาดไม่สนใจคุณหรอกว่าคุณจะคิดอย่างไร ถึงแม้ว่าคุณจะอ้างอิงถึงบทวิเคราะห์ที่เกิดจากความอุตสาหะ หรืออ้างอิงถึง ผู้เชี่ยวชาญตลาดหุ้นไทย นั่นไม่สำคัญหรอก
5. คำ 3 คำที่จะฆ่าคุณได้ หวัง-ขอ-อธิษฐาน ถ้า คุณพบว่าคุณทำ 1 อย่าง หรือมากกว่า ของคำที่กล่าวไว้ เมื่อคุณลงทุน คุณกำลังลำบากแล้วล่ะ! ดังเช่นที่กล่าวมาแล้ว ตลาดไม่สนใจคุณหรอก ดังนั้น ความหวัง คำขอ หรือคำอธิษฐาน ทั้งหลายไม่สามารถเปลี่ยนขาดทุนเป็นกำไร เมื่อคุณคาดการณ์ผิด วิธีการง่ายๆที่จะแก้ไขสถานกาณ์ คือ ขาย!!
6. ไม่ทำตามแผนที่วางไว้ ปัญหา ใหญ่เกิดขึ้นได้เมื่อนักลงทุนเริ่มไม่ทำตามกลยุทธ์ที่วางไว้ อาจจะเป็นเวลาซัก 1 อาทิตย์ที่พวกเค้าจะลงทุนตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แต่อีก1 อาทิตย์จะทำสิ่งที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง การทำเช่นนี้ทำให้เจ็บตัวได้ง่าย เนื่องจากไม่มีใครสามารถบอกได้แน่ชัดว่ากลยุทธ์ใด จะได้ผลหรือไม่ ดัง นั้นต้องจำไว้ว่าไม่ควรทำสิ่งที่ผิดไปจากแผนหรือวิธีการเมื่อคุณได้เริ่มต้น ไปแล้ว หากคุณพบว่ากลยุทธ์นั้นใช้ได้ผลเมื่อดูจากสถิติ ก็ไม่มีเหตุผลที่คุณจะเปลี่ยนกลยุทธ์ ทางที่จะทำกำไรคือ ซื้อขายซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งถึงจุดที่กลยุทธ์นั้นจะใช้ไม่ได้ผล อีกด้าน ที่ต้องระวังก็คือ นักลงทุนมักจะขาดความมั่นคงและมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแผนการลงทุนได้มากหลังจาก ขาดทุน 2-3 ครั้ง ดังนั้น ในช่วงเวลาเช่นนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ
7. ไม่รู้ว่าจะถอนตัวจากการลงทุนที่ขาดทุนได้อย่างไร มี หลายครั้งที่นักลงทุนไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอนในการนำตัวเองออกจากการลงทุนที่ไม่ คุ้มค่า พวกเขามักจะคาดหวัง และคิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองในการที่จะไม่ถอนตัวและยอมขาดทุน ดังเช่นที่เราบอกซ้ำแล้วซ่ำเล่า ตลาดไม่สนใจว่าคุณจะคิดอะไร มันเคลื่อนไปตามทางของมัน และเมื่อตลาดไม่เป็นไปตามที่คุณคิด นั่นคือคุณคิดผิด วิธีง่ายที่สุดที่จะทำให้สถานะการลงทุนไม่แย่ลงกว่า เดิม ก็คือต้องคิดก่อนที่จะลงทุนว่า เมื่อไรจะออกจากตลาด โดยอาจกำหนดเป็นจำนวนเงิน หรือ กำหนดจุดเป้าหมาย เช่น จุดที่เท่ากับจุดต่ำสุดในช่วงเวลา 15 นาทีก่อน*****ต้องมั่นใจว่าคุณจะ ไม่ปล่อยให้ราคาตกลงจนถึงจุดหยุดขาดทุนโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากความกลัวและความไม่เชื่อว่าคุณคิดผิด นั่นจะทำให้คุณเกิดปัญหาด้านการเงิน เว้นแต่ว่าคุณจะสามารถหยุดขาดทุนได้โดยเร็ว
8. มีความมั่นใจ คน ที่เข้าลงทุนในตลาดนั่นมีหลายคนที่เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงใน ธุรกิจด้านอื่นๆ เหตุนี้เองทำให้พวกเขามีความมั่นใจสูงและคิดว่าพวกเขาไม่มีทางที่จะล้มเหลว ความมั่นใจเช่นนี้กลายเป็นข้อเสียสำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าลงทุนผิดพลาดและควรต้องหยุดการลงทุนที่ขาดทุน และ เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน นั่นไม่เกี่ยวข้องกับตลาด รวมถึงปริญญา ประกาศนียบัตร ความสามารถในการจูงใจ หรือ ความรอบรู้เชิงธุรกิจ ไม่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มตลาด เวลาที่คุณคาดการณ์ผิด
9. หลงใหลในหุ้นหรือการลงทุน ห้ามหลงใหลในหุ้นเด็ดขาด เพราะนั่นจะให้บทเรียนที่สาหัสแก่คุณ

คำถาม
1.ความผิดพลาดที่สำคัญ 9 ประการของนักลงทุน มีอะไรบ้าง (บอกมาอย่างน้อย 3 ข้อ)
2.Trading with scared money คืออะไร (อธิบายพร้อมยกตัวอย่าง)
3.ก่อนการลงทุนแต่ละครั้ง นักลงทุนควรปฏิบัติอย่างไรบ้าง

ที่มา : http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=358605&Ntype=4

เขียน ณ วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม 2552 เวลา 10.40

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บทนำกลยุทธ์การเก็งกำไร

บทนำกลยุทธ์การเก็งกำไร

จัดทำบทความโดย นาย ทศสุวรรณ พลาฤทธิ์ เลขประจำตัว 5105106009

“ในตลาดการลงทุนส่วนใหญ่มักมองว่า การเก็งกำไรเป็นเรื่องเลวร้าย ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนโดยสิ้นเชิง แต่ความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนต่างหาก ที่ล้วนแล้วแต่ต้องการกำไร จากการลงทุน เพียงมองแต่ว่า การใช้ระยะเวลา หรือผลประโยชน์ระยะสั้น ก็จะมองเพียงเป็นการเก็งกำไร แต่การร่วมลงทุนในระยะยาวถือเป็นการลงทุน แต่แท้ที่จริงทุกคนต่างมองถึงผลประโยชน์ ซึ่งปรับแต่งคำพูดให้สวยงามว่าเราต่างเป็นนักลงทุน”

โดยธรรมชาติแล้วกิจกรรมการเงินอะไรก็ตามที่ก่อให้เกิดกำไรมักจะเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็นนักเสี่ยงโชคหรือไม่ก็ตาม วิธีเดียวที่ทำให้ความเสี่ยงใกล้ศูนย์คือการฝากเงินกับธนาคารหรือนำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล แต่ผลตอบแทนก็ย่อมต่ำไปด้วย ด้วยเหตุนี้บรรดานักลงทุนที่กระตือรือร้นต่างพยายามขวนขวายหาการลงทุนแบบอื่นที่ให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงสูงกว่า แต่ที่แปลกคือทุกคนต่างไม่ยอมรับว่าตนเองกำลังเก็งกำไร กำลังเสี่ยงเงินของตนหรือกำลังเล่นการพนัน หากแต่แสร้งทำเป็นว่าตนเองมีความฉลาดรอบคอบและเรียกกิจกรรมที่ตนเองประกอบอยู่ว่า “การลงทุน”

ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนและนักเก็งกำไรฟังดูไม่ต่างกันนัก เพราะการลงทุนทุกชนิดคือการเก็งกำไร แตกต่างกันแต่เพียงว่าบางคนยอมรับในขณะที่บางคนไม่ยอมรับ ไม่ว่าคุณจะเรียกกิจกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ว่าเป็นการลงทุนหรือไม่ก็ตาม ความจริงก็ยังหนีความจริงไม่พ้น เพราะการพนันก็ยังคงเป็นการพนันวันยังค่ำ เพราะฉะนั้นการลงทุนทุกชนิดคือการเสี่ยงโชค เพราะคุณต้องเลือกวางเงินของคุณไว้ข้างหน้าว่าจะแทงกองไหน ไม่ว่าคุณจะเลือกหุ้นอะไรก็ตาม ยอมรับเสียเถอะว่านั้นคือการเสี่ยงโชค ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องมาหลอกตัวเอง

นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ เจสซี่ ลิเวอร์โมร์ กล่าวว่า
“ความเสี่ยงอาจมีผลทางบวกหรือลบ เพราะ เราอาจจะสูญเสียสิ่งที่มีอยู่แทนที่จะได้รับผลตอบแทน แต่อย่างไรก็ดีถ้าเราจนลงเพราะการเสี่ยงโชคแล้ว มันก็ยังดีกว่า การที่จนลงเพราะอยู่เฉยๆ ไม่ใช่หรือ?”

ที่มา : http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=317906&Ntype=4

คำถาม
1. สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนจำเป็นจะต้องรู้ก่อนที่จะรู้จักสิ่งอื่นๆคืออะไร
2. วิธีเดียวที่ทำให้ความเสี่ยงใกล้ศูนย์คืออะไร
3. เพราะเหตุใดการลงทุนทุกชนิดคือการเสี่ยงโชค

เขียน ณ วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2552 เวลา 08:45

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ตลาดตราสารอนุพันธ์

จัดทำบทความโดย นาย ณัฐพงศ์ ทวีวิบูลย์ทรัพย์ เลขประจำตัว 5105106012

เรื่อง ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivative Market)
ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป เพื่อตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในปัจจุบัน แต่มีการส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงและชำระราคาในอนาคต สินทรัพย์อ้างอิงได้แก่ ตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินตราต่างประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าทางการเกษตร น้ำมัน ทองคำ) ตลาดตราสารอนุพันธ์แบ่งลักษณะ ของสัญญาเป็น 4 ประเภท
1. Forward คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Forward เกิดขึ้นได้โดยไม่จำกัดสถานที่ (Over-the-Counter: OTC) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาตามความต้องการระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย
2. Futures คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขาย ตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Futures เกิดขึ้นในตลาดที่เป็นทางการ (Exchange) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาเป็นแบบมาตรฐาน
3. Options เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแบบไม่ผูกมัดกับผู้ถือ Option ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา (Exercise Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา Option แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
1. สิทธิซื้อ (Call Options)คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ซื้อ” สินทรัพย์อ้างอิง จากผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
2. สิทธิขาย (Put Option)คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิง ให้แก่ผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
4. Swap เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่างคู่สัญญา โดยมีสถาบันการเงิน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างการแลกเปลี่ยน เช่น สัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap) เป็นสัญญา ทางการเงินที่คู่สัญญาตกลงที่จะแลกเปลี่ยนภาระการชำระดอกเบี้ยให้แก่กัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด สัญญา สวอปเงินตราต่างประเทศ (Currency Swap) เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลหนึ่งกับเงินอีกสกุลที่อ้างอิง
ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมี 2 แห่ง คือ
1. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand) เปิดดำเนินการปี พ.ศ. 2547 สินค้าตัวแรกที่เปิดซื้อขาย คือ ยางพาราแผ่นรมควันชั้น 3 และมีสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่เปิดซื้อขายตามมา คือ ข้าวขาว 5% และแป้งมันสำปะหลัง
2. บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Thailand Futures Exchange) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ คาดว่าใน ปี พ.ศ. 2549 สินค้าตัวแรกที่จะเปิด ซื้อขายในบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) คือ SET 50 Index Futures

อออที่มา:http://www.fizones.com/article/dr3.htm

คำถามท้ายบท
1. ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivative Market)คืออะไร
ตอบ ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป เพื่อตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในปัจจุบัน แต่มีการส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงและชำระราคาในอนาคต สินทรัพย์อ้างอิงได้แก่ ตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินตราต่างประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าทางการเกษตร น้ำมัน ทองคำ)
2.สิทธิซื้อ (Call Options)คืออะไร
ตอบ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ซื้อ” สินทรัพย์อ้างอิง จากผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
3.สิทธิขาย (Put Option)คืออะไร
ตอบ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิง ให้แก่ผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้